โครงการเขียวย้อนแย้ง:เร่ืองเล่าจากชุมชนคา ป่าหลาย

Image
Nam Sap Kham Pa Lai Conservation Group
Nam Sap Kham Pa Lai Conservation Group

นักเคลื่อนไหวรากหญ้า นักวิชาการ นักศึกษาและเยาวชนจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มารวมตัวกันทุกปีเพื่อแลกเปลี่ยนกันในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน (Mekong-ASEAN Environmental Week (MAEW) งาน MAEW ครั้งที่ 7 ที่ผ่านมาจัดขึ้นในธีม “เขียวลวง: ปฏิบัติการฟอกเขียวสู่พลังประชาชน” และตัวแทนชุมชนคำป่าหลายก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ผลกระทบจากความ “เขียวลวง” และการคัดค้านโครงการสีเขียวเหล่านั้นของพวกเขา

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ชาวบ้านในชุมชนคำป่าหลายได้รวมตัวกันในชื่อกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย ผ่านการรวมกลุ่มจัดตั้ง พวกเขาสามารถหยุดยั้ง “คำโกหกสีเขียว” แรกที่มีผลต่อพวกเขา นั่นคือโครงการฟื้นฟูป่าที่คุกคามสิทธิในเขตแดนของพวกเขา การต่อต้านโครงการฟื้นฟูป่านี้ เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากการคัดค้านเหมืองหินทรายก่อนหน้านี้จนส่งผลให้เหมืองหินทรายถูกยกเลิกประทานบัตร แต่ไม่นานมานี้ คำป่าหลายก็พบกับภัยคุกคาม “สีเขียว” ครั้งใหม่ นั่นคือโครงการสร้างฟาร์มกังหันลมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โครงการที่เสี่ยงต่อการที่ป่าในพื้นที่ของพวกเขาจะถูกทำลาย

กรอบเวลาของภัยคุกคามนี้ชัดเจน มันเกิดขึ้นกับชุมชนคำป่าหลายหลังการรัฐประหารในปี 2557 ระบอบเผด็จการทหารออกนโยบายเพิ่ม “พื้นที่สีเขียว” ให้เป็นร้อยละ 40 ของประเทศ สิ่งที่เรียกกันว่าเป็นพลังงาน “หมุนเวียน” และ “สะอาด” นั้นถูกโปรโมทเพื่อให้อุตสาหกรรมสกัดสามารถขยายตัวต่อไปได้ ภายใต้คำอ้างว่าเพื่อ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” หรือ “เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ” ในความเป็นจริงแล้ว โครงการเหล่านี้กลับก่อผลกระทบอันตรายต่อชุมชนในหลายด้าน

ในช่วงงาน MAEW ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลายเล่าว่า “ตอนแรก พวกเรามารวมตัวกันต่อต้านเหมือง แล้วหลังจากนั้นก็ต้านนโยบายฟื้นฟูสภาพป่า และตอนนี้ก็ต้องมาสู้โครงการกังหันลม และเราก็เริ่มเห็นความเชื่อมโยงแล้วว่า ในระดับโลก พวกเขาต้องการเพิ่มพื้นที่ป่า เพิ่มคาร์บอนเครดิต เราก็เลยได้รับผลกระทบจากนโยบายฟอกเขียวระดับโลกที่ลงมาสู่ระดับประเทศ และก็มาถึงชุมชน”

ชุมชนคำป่าหลายตั้งอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย จังหวัดที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่านเป็นเส้นแบ่งเขตแดนไทยลาว ดินแดนนี้ให้อาหาร น้ำ ตอบโจทย์ความต้องการด้านวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวคำป่าหลาย ครอบครัวของพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในผืนดินนี้มาหลายต่อหลายรุ่น ตอนนี้ชุมชนกำลังสู้เพื่อการได้รับการยอมรับทางกฎหมายในสิทธิในที่ดินของพวกเขา อันเป็นข้อเรียกร้องที่หน่วยงานรัฐเพิกเฉยมาโดยตลอด นำมาซึ่งสถานการณ์แย่งยึดที่ดินที่กระทำโดยรัฐ ไม่ต่างกับที่เกิดขึ้นในอีกหลายชุมชนในประเทศไทย

“เรื่องของเราไม่ได้เป็นแค่เรื่องการต่อสู้ แต่มันเป็นเรื่องของความอดทน การปรับตัว และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องวิถีชีวิตของเราที่มีความผูกพันธ์กับผืนป่าอย่างลึกซึ้ง” ตัวแทนกลุ่มกล่าว

ในบทสนทนาต่อจากนี้ กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลายจะเล่าเรื่องการต่อสู้ของพวกเขาให้เราฟัง

กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย

กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลายก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2562 ในขณะที่การต่อสู้ของพวกเขามีมานานหลายปีก่อนหน้านั้น

พวกเรารวมตัวเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการเหมืองมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้น แต่ก่อนนั้นยังทำไปโดยไม่มีชื่อหรือโครงสร้างเป็นทางการ เราเลือกชื่อ “น้ำซับ” ซึ่งหมายถึงน้ำผุด เพราะพื้นที่ที่กำลังถูกคุกคามนั้นมีน้ำผุดตามธรรมชาติที่มีน้ำไหลตลอดปี และจำเป็นต่อการอยู่รอดของชุมชนอย่างมาก

ตอนที่เรารู้เรื่องการสำรวจเหมืองแร่หินทรายในปี 2559 เราก็เริ่มพากันจัดตั้งการต่อต้านเหมืองในพื้นที่ในปีเดียวกันนั้นเอง ช่วงแรกเป็นแค่กลุ่มเพื่อนพี่น้องที่รวมตัวกันอย่างหลวม ๆ กลุ่มเติบโตขึ้นจนมีสมาชิกถึง 300 หลังคาเรือนในช่วงที่เข้มข้นมาก ๆ

ความขัดแย้งหลายปีที่เกิดจากข้อเสนอโครงการสร้างเหมืองและโครงการสกัดหลายโครงการที่ตามมา ทำให้จำนวนสมาชิกค่อย ๆ ลดลงจนเหลือประมาณ 60 ครอบครัว แต่คนที่ยังอยู่ก็คงยืนอยู่ด้วยกันด้วยความมุ่งมั่นในจุดหมายเดียวกัน
สำหรับเราแล้ว การจัดตั้งกลุ่มทำให้เราเข้มแข็งและได้ถูกมองเห็น เมื่อเราไปที่สำนักงานในตัวอำเภอหรือในตัวจังหวัด เราไม่ได้รู้สึกว่าเราตัวเล็กหรือคนมองไม่เห็นเราอีกต่อไปแล้ว การที่เรามารวมตัวกัน ทำให้เราได้ทั้งแรงใจ และทำให้พวกเจ้าหน้าที่รัฐเต็มใจรับฟังเรามากขึ้น

เหมืองหินทราย

ในปี 2562 บริษัท ทรี มาเธอร์ เทรดดิ้ง จำกัด ยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองในพื้นที่ 34 เฮกตาร์ในพื้นที่ป่าของชุมชนของเรา ปีถัดมา สภาเทศบาลตำบลคำป่าหลายอนุมัติคำขอนั้นหลังมีการรับฟังความคิดเห็นและทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA)

เราคัดค้านการตัดสินใจดังกล่าวและยื่นคำร้องไปยังหลายหน่วยงานรัฐบาล แม้กระทั่งพากันเดินทางไปยังเมืองหลวงกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องความโปร่งใสตรวจสอบได้ของโครงการ หลังการรณรงค์ต่อเนื่อง สภาเทศบาลก็หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครั้งในปี 2563 และกลับคำตัดสิน สมาชิกสภาเทศบาล 11 คนลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบเหมือง ส่วนสมาชิกอีก 3 คนงดออกเสียง

เราได้การกลับคำตัดสินอนุมัติประทานบัตรมาด้วยความยากลำบาก เราใช้เหตุผลคัดค้านอิงตามตามมาตรา 7 ย่อหน้า 4 ของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ที่สั่งห้ามการทำเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำ หรือแหล่งน้ำบาดาล การร้องเรียนของเราทำให้เจ้าหน้าได้รับรู้ว่า พื้นที่เหมืองนี้ขัดต่อกฎหมายจริง นั่นเป็นชัยชนะเล็ก ๆ แต่สำคัญอย่างยิ่งกับการรณรงค์ของชุมชนเรา

แต่ภัยคุกคามยังคงอยู่ ผู้สนับสนุนเหมืองอาจหาหนทางฟื้นประทานบัตรกลับมาใหม่อีกครั้ง ในขณะที่เราพยายามผลักดันให้ตัดพื้นที่ของเราออกไปจากโซนทำเหมืองในแผนที่ทางธรณีวิทยาของไทย เราเกรงว่าตราบใดก็ตามที่พื้นที่นี้ถูกจัดประเภทเป็นแหล่งแร่ บริษัทอื่นก็ยังสามารถขอประทานบัตรได้อยู่ดีในอนาคต

วิสัยทัศน์ระยะยาวของเราก็คือการเปลี่ยนที่ดินเป็นป่าชุมชนที่มีการจัดการแบบรวมหมู่ แม้ว่าสถานะของป่าชุมชนอาจเชื้อเชิญข้อเสนอโครงการคาร์บอนเครดิตที่ยังกีดกันการควบคุมดูแลโดยชุมชนอีกเหมือนเดิม

สำหรับพวกเรา ป่าต้องเป็นที่ที่คนได้ใช้ชีวิต และได้ดูแลผืนดินไปด้วย ไม่ใช่พื้นที่ที่จะให้ใครมาจัดการเพื่อหาผลประโยชน์

โครงการฟื้นฟูป่า

ความท้าทายครั้งต่อมา มาจากนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐ ภายใต้คำสั่งรัฐบาลทหารที่ 64/2557 บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐมุ่งเป้าให้พื้นที่ต่าง ๆ ในผืนดินของคำป่าหลายให้เป็นพื้นที่โครงการ ‘ฟื้นฟูป่า’ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ทั้งที่ในความเป็นจริงมันเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ที่เป็นแหล่งอาหารในทุกฤดูกาลของชุมชน

ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ฝนแรกจะมาพร้อมกับดอกกระเจียวและเห็ดเผาะ พอถึงเดือนพฤษภาคมและสิงหาคม ก็ถึงคราวเห็ดระโงก เห็ดดิน เห็ดไข่ หน่อไม้ ด้วง และพืชกินได้นา ๆชนิด ที่นี่คือระบบอาหารที่มีชีวิต อุดมสมบูรณ์ และเกิดขึ้นใหม่ด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา เป็นพื้นที่ที่เรียกกันว่า “ป่าของอาหาร”

ส่วนป่าบนเนินสูงหรือป่าโคก มีพื้นที่ประมาณ 16 เฮกตาร์ แบ่งเป็นพื้นที่ตาน้ำที่ให้น้ำตลอดปี และพื้นที่เพาะปลูกผสมผสานตามชายป่า ครอบครัวชาวบ้านไปหาฟืน พาวัวควายไปกินหญ้า และหาอาหารจากป่าในแต่ละวัน ป่าคอยดูแลเราทั้งในด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรม

เมื่อโครงการ “ฟื้นฟูป่า” เช้ามา พวกเจ้าหน้าที่ก็เข้ามาทำลายไร่นาเราแล้วปลูกต้นไม้ลงบนที่ดินที่โครงการยึดไปโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐยังฟ้องคดีอาญากับชาวบ้านที่ใช้ที่ดินนี้เพื่อทำการเกษตร ที่ถูกรัฐบาลเหมารวมว่าเป็น “ป่าของชาติ” ที่เป็นวิธีที่ทางการใช้เพื่อยึดที่ดินจากชุมชน สำหรับพวกเราแล้ว มันเหมือนกับหัวขโมยที่มีรัฐบาลสนับสนุน ที่ดินถูกยึดไปด้วยคำกล่าวจอมปลอมว่าเป็นที่ดินนี้เป็นของบริษัท ในขณะที่คนจนอย่างเราต้องถูกไล่ที่ รวมแล้ว ที่ดินประมาณ 480 เฮกตาร์ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกป่า ในนั้นรวมถึงพื้นที่เพาะปลูก 112 เฮกตาร์ของหมู่บ้าน และอีก 11.2 เฮกตาร์ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ ๆเคยมีการขอประทานบัตรเหมือง

ในเดือนตุลาคม 2562 ชาวบ้านถูกดำเนินคดีในข้อหาการใช้ที่ดินของรัฐอย่าง “ผิดกฎหมาย” และในช่วงปี 2561-2562 ชาวบ้านถูกไล่ที่ ที่ดินเพาะปลูกก็ถูกถากถางจนโล่งเตียนเพื่อการปลูกใหม่ ตลกกว่านั้นคือเพียงหนึ่งเดือนหลังจากสมาชิกชุมชนเจอข้อกล่าวหา มีการยื่นคำร้องขอประทานบัตรเหมืองในพื้นที่เดียวกัน จึงยิ่งย้ำข้อสงสัยที่มี ว่าแท้จริงแล้ว หรือป่านั้นถูกยึดคืนไปเพื่อทำเหมืองกันแน่

พื้นที่ขอประทานบัตรนั้นทับซ้อนกับพื้นที่ป่าและพื้นที่เขตต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนในสามหมู่บ้าน และเป็นแหล่งน้ำใช้สำหรับสามชุมชนในช่วงหน้าแล้งอีกด้วย

“คดีแห้ง”

ในวันนี้ ข้อกล่าวหาต่อชุมชนยังถูกจัดว่าเป็น “คดีแห้ง” หรือคดีที่ไม่พบผู้กระทำผิด พื้นที่ประมาณ 40 แปลงที่เกี่ยวข้องกับคน 45 คนจากหมู่บ้าน ยังคงเป็นพื้นที่พิพาท

เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำหนดให้ที่ดินผืนดังกล่าวเป็นที่ดินที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยอาศัย พวกเขาก็ขีดวงกลมกว้างๆ บนแผนที่ แล้วประกาศว่าถ้าชุมชนมาใช้พื้นที่นี้ทั้งหมดนี้ก็จะผิดกฎหมาย บางครอบครัวในชุมชนเราเสียที่ดินไปทั้งแปลง บางครอบครัวเสียไปครึ่งแปลง

หลังการต่อสู้เรียกร้องมาหลายปี จากการตรวจสอบในระดับจังหวัด พบว่าปฏิบัติการที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นไปตามกฎหมาย กรมป่าไม้เองก็ยืนยันในภายหลังว่าเป็นเรื่องผิดพลาดเนื่องจากมีการทำกินในที่ดินส่วนใหญ่มาตั้งแต่ก่อนปี 2557

ในที่สุด เราก็ทวงคืนไร่นาของเรากลับมาได้อีกครั้งและเริ่มกลับมาทำการผลิต แม้ว่าเราจะต้องเสียรายได้ไปถึงห้าปีก็ตาม เราทำงานร่วมกับเครือข่ายพีมูฟ  (P-Move) ที่ผลักดินวาระสิทธิในที่ดินในระดับประเทศ เรายังคงสู้ให้เพิกถอนคดีและเพื่อค่าชดเชยที่เป็นธรรม การสืบค้นของคดีถูกเลื่อนออกไปแต่คดีไม่ได้ปิดและกำลังรอพิจารณาในระดับคณะรัฐมนตรี (จากการสัมภาษณ์ในเดือนพฤศจิกายน 2568)

ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายต่อหลายรุ่น เราไม่ใช่คนจากต่างพื้นที่ พ่อแม่ของเราเกิด ใช้ชีวิต และตายที่นี่ เราไม่ได้ทำอะไรผิด ที่นี่เป็นบ้านของเรา

โครงการกังหันลม

เดือนพฤศจิกายน ปี 2565 เราเพิ่งลงมันสำปะหลัง จู่ ๆ ก็มีสเปรย์สีแดงพ่นไปทั่วไร่มันของเรา ตอนแรก เรานึกว่านี่เป็นสัญลักษณ์โฉนดที่ดินที่เรารอคอยมาอย่างยาวนาน พวกเรารอคอยโฉนดที่รับรองสิทธิการใช้ที่ดินของชุมชน สิทธิที่เราใช้เวลาเรียกร้องมานานหลายปี หลายเดือนหลังจากนั้น เราถึงได้รู้ว่าสเปรย์สีแดงนั้นหมายถึงโครงการกังหันลมต่างหาก

เมื่อบริษัทกังหันลมมาจัดประชุมที่หมู่ 5 พวกเราทุกรุ่นจากคำป่าหลายก็ไปรวมตัวเรียกร้องให้เทศบาลยกเลิกแผนโครงการนั้น แต่ต่อให้จะประท้วงเท่าไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็ยังอนุมัติโครงการอยู่ดี โดยอ้างว่ากรมป่าไม้เห็นชอบแล้ว เราตอบโต้โดยการปิดถนนไม่ให้เข้าโครงการและเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ของบริษัท แล้วพวกเขาก็เรียกตำรวจมา

เจ้าหน้าที่เทศบาลออกมาปกป้องโครงการนี้ โดยบอกว่าโครงการนี้จะนำ “การท่องเที่ยวและการพัฒนา” เข้ามาในพื้นที่ แล้วอ้างโครงการกังหันลมนิคมคำสร้อยเป็นตัวอย่าง แต่พวกเราบางคนที่ไปนิคมนั้นมาแล้วก็รู้ว่ามันมีทั้งเสียงดังรบกวน ฟ้าผ่า และถูกจำกัดการเข้าพื้นที่ มันไม่ได้เป็นความก้าวหน้าหรือ “การพัฒนา” อย่างที่เขาบอกเลย

บริษัทรุกคืบพื้นที่และความย้อนแย้งของวาทกรรมเขียว

แม้ว่าบริษัทจะขอประทานบัตรสำหรับพื้นที่หมู่ 5 เท่านั้น แต่กลับดำเนินการในพื้นที่หมู่ 6 และหมู่ 13 ด้วย

กรมป่าไม้รู้ดีว่าต้องโค่นต้นไม้จำนวนมากลง ซึ่งขัดกับกฎหมายในการวางเขตกังหันลมในพื้นที่ป่าทึบ โครงการถูกระงับไว้ชั่วคราว เพราะตรวจสอบพบความผิดปกติและการรายงานสภาพป่าไม้ที่อาจเป็นเท็จ  แต่ก็ยังไม่ถูกยกเลิกถาวร

บริษัทโครงการกังหันลมนี้ชื่อว่า บริษัท 555 กรีน เอเนอร์ยี่ จำกัด พวกเขาให้เหตุผลสำหรับโครงการว่าเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) โดยอ้างว่าเป็นพลังงาน “สะอาด” สำหรับพวกเราแล้ว นี่คือการฟอกเขียว โครงการนี้จะทำลายป่าอุดมสมบูรณ์ไปกว่า 48 เฮกตาร์ เพื่อวางกังหันลม 14 ตัวและสร้างถนนที่จะทำลายพื้นที่หาอยู่หากินลง

บริษัทนี้ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินในพื้นป่าสงวนแห่งชาติได้ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปี 2596 โครงการนี้ทับซ้อนกับพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านและสร้างความขัดแย้งในชุมชนตามมาอีกมากมาย

พลังงานลมนั้นดี แต่ไม่ดีเมื่อมันทำลายชุมชน เมื่อโครงการที่ถูกแปะป้ายว่า “เขียว” กลับทำลายพื้นที่ดูแลชีวิตชุมชน มันก็ไม่ใช่โครงการที่เป็นธรรม
 

Image
Red markers in the community field for a wind farm project.
แถบสีแดงในพื้นที่ชุมชนที่สื่อถึงโครงการกังหันลม

คุณค่าของป่า

พวกเราได้คำนวณการสูญเสียทางการเงิน ในฤดูเห็ดแต่ละฤดู คนประมาณ 300 คนจะออกหาเห็ดเผาะ พวกเขาได้เห็ดเผาะอย่างน้อย 3 ตันต่อวัน ซึ่งมีมูลค่า 500 บาทต่อกิโลกรัม แค่มูลค่าตามธรรมชาติของเห็ดนี้ก็สูงถึง 1.5 ล้านบาทต่อวัน ป่านี้ยังมีเห็ดระโงก (12 ดอลลาร์ต่อกิโล) เห็ดดิน (1.5-3 ดอลลาร์ต่อกิโล) รากพืชกินได้ หน่อไม้ และสัตว์ป่าเล็ก ๆ ที่เป็นฐานของอธิปไตยทางอาหาร

ผู้คนเดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ ทั้งร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และสกลนคร เพื่อมาหาของป่า ป่านี้จึงเป็นเหมือนตลาดสดที่ใช้ร่วมกัน

หากเกิดโครงการกังหันลม กังหันจะอยู่ห่างจากบ้านคนไปไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร อยู่ใกล้พื้นที่วัดและป่าช้าของหมู่บ้าน แม้กระทั่งพระที่วัดเองก็คัดค้านโครงการนี้ ด้วยกลัวเสียงดังจะทำลายความศักดิ์สิทธิ์และความสงบร่มเย็นของวัดไป

ทบทวนความเข้มแข็ง

พวกเราเข้มแข็งขึ้นจากการต่อสู้ที่ทับซ้อนกันนี้ จากคนที่ไม่รู้กฎหมายหรือนโยบาย เราได้สร้างเครือข่ายและพันธมิตร กับพีมูฟ กับมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และนักสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่อีกหลายคนที่มาเรียนรู้จากพวกเรา

เราค้นพบว่าความแข็งแกร่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรามาจากการรวมตัวกัน พวกเราแบ่งปันกันทั้งอาหาร ข่าวสาร และกำลังใจที่ทำให้จิตวิญญาณเราเข้มแข็งต่อไปได้

ผู้นำของเราเปล่งเสียงของผู้หญิง ผู้หญิงเป็นผู้ออกมาพูดต่อสาธารณะเวลาประชุม ส่วนผู้ชายอยู่บ้านดูแลไร่และครอบครัว ถ้อยคำดั่งน้ำเย็นเข้าลูบแต่แข็งแกร่งของผู้หญิงทรงพลังกว่าความโกรธ “เราพูดเพื่อพ่อแม่ เด็กๆ และชุมชนของเรา ถ้าเราไม่พูด แล้วใครจะออกมาพูด”

ไม่ปล่อยสิ่งสำคัญให้หลุดมือไป

นักลงทุนและผู้สนับสนุนโครงการพวกนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ ชีวิตพวกเขาไม่ได้พึ่งพิงผืนดินนี้ เม็ดเงินของพวกเขาสร้างความแตกแยกในชุมชน คนในชุมชนบางคนก็รับเงิน แต่อีกหลายคนปฏิเสธเงินก้อนนั้น พวกเราไม่ได้ต้องการค่าชดเชย สิ่งที่เราต้องการคือสิทธิที่จะได้อยู่กับป่าเหมือนที่บรรพบุรุษเราเคยอยู่กันมา

ตาน้ำธรรมชาติคือหัวใจความเป็นอยู่ของเรา ตาน้ำนี้ให้น้ำสองหมู่บ้านตลอดปี พอใช้แม้ในระดับเทศบาล ถ้าโครงการเหมืองได้เดินหน้าต่อ น้ำที่นี่และชีวิตที่พึ่งพิงน้ำนี้จะหายไปตลอดกาล

พวกเราถูกข่มขู่ เจ้าหน้าที่คอยแวะเวียนมาหาผู้นำของเรา พวกเขาคอยขโมยป้ายประท้วง คอยสอดแนม แต่ความกลัวก็หยุดยั้งเราไม่ได้ เรายังคงเดินหน้าสู้ต่อไป ด้วยเหตุผลตามที่เราเคยบอกไปแล้วว่า “ที่นี่เป็นบ้านของเรา”

สารสู่คนเมือง

สำรับคุณอยู่ที่ร้านอาหารและโรงแรม แต่สำรับของเราอยู่ในป่า
หน้าเห็ด เราก็ออกไปหาเห็ด
หน้าหน่อไม้ เราก็ออกไปหาหน่อไม้
โปรดคิดถึงเราเมื่อคุณพูดถึงการเติบโตเขียวหรือพลังงานสะอาด
ป่าที่คุณเรียกว่า “ที่ดินไร้ประโยชน์” คือครัว แหล่งน้ำ และโรงเรียนของเรา
ถ้าคุณล้อมรัวป่าไปทำเหมือง ทำคาร์บอนเครดิต ทำกังหันลม แล้วเราจะอยู่อย่างไร
เราเรียกร้องให้รัฐยกเลิกโครงการและยกฟ้องข้อกล่าวหาต่อชาวบ้าน
นักลงทุนมีที่ดินแล้วเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ เรามีแค่ไม่กี่ไร่เท่านั้น
ทำไมคนตัวเล็กตัวน้อยต้องเป็นผู้เสียสละด้วยเล่า
ช่วงเลือกตั้งก็บอกว่า “ประชาชนมาก่อน”
แต่พ้นเลือกตั้งไป กลับเป็นนักลงทุนมาก่อน

เรารู้ว่าโครงการเหล่านี้ไม่ได้เขียวจริง
กังหันลมมา นกลาลับดับสูญ
เหมืองมา บ้านและโรงเรียนจมกองฝุ่น
เมื่อป่าถูกยึดไปในนามว่าทวงคืนผืนป่า คนจนจะสูญสิ้นทุกอย่าง

แต่ละรัฐบาลก็ออกโครงการใหม่
เหมือง กังหันลม ต่อจากนี้ก็แร่หายาก
แต่เรายังอยู่ที่นี่
ยังสู้ และยังหวัง
เพราะผืนดินคือชีวิต
และเราจะไม่มีวันยอมแพ้